ศีขรภูมิ…นางอัปสราสองตนบนแผ่นดินสยาม

ถ้าให้ข้อมูลมาสามประการ คุณบอกได้หรือไม่ว่าข้อมูลนี้คือที่ใด
๑. เป็นปราสาทวัฒนธรรมของโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดในจังหวัดสุรินทร์
๒. มีทัับหลังที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุดของไทย (แม้จะไม่ดังเท่าทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็ตาม)
๓. ชมนางอัปสราสองตนบนแผ่นดินสยาม

ครับ…วันนี้ไปเที่ยวปราสาทขอมโบราณที่ศีขรภูมิกันครับ
เหตุผลที่ไม่ควรพลาดปราสาทแห่งนี้มีสามประการข้างต้นนั่นเอง


ข้อมูลเชิงวิชาการ
จาก ลักษณะทางศิลปกรรม สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย และในพุทธศตวรรษที่ 22 มีการบูรณะเพิ่มเติมที่องค์ปราสาทแถวหลังฝั่งทิศใต้ เป็นแบบศิลปะล้านช้าง และยังมีจารึกอักษรธรรมปรากฏอยู่ ณ ปราสาทหลังนี้

ปี พ.ศ.2531 สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำ พระอาจารย์ของนักเรียนนายร้อย จปร. ได้มาศึกษาที่โบราณสถานแห่งนี้ และก็ได้มีการบูรณะปราสาทศีขรภูมิ ให้ดูงามเด่นเป็นสง่าน่าภาคภูมิใจแก่แขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนเมืองปราสาท หินโบราณแห่งนี้

ปราสาท ศีขรภูมิ มีลักษณะเป็นปรางค์หมู่ 5 องค์ เป็นปราสาทก่ออิฐไม่สอปูน ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน โดยตัวฐานก่อด้วยศอลาแลงกว้าง 25 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 1.5 เมตร โดยมีคูน้ำกว้าง 125 เมตร ล้อมรอบสามด้าน โดยเว้นด้านตะวันออกอันเป็นทางเข้าไว้

ปรางค์ ประธานสูงประมาณ 32 เมตร ทับหลังเป็นภาพพระศิวนาฏราชสิบกร ทรงฟ้อนรำอยู่เหนือเกียรติมุข ภายใต้วงโค้งลายท่อนมาลัย ซึ่งสลักเป็นภาพพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และพระอุมาโดยทับหลังชิ้นนับเป็นทับหลังที่มีความสวยงาม และสมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งของเมืองไทย บริเวณเสากรอบประตูสลักเป็นรูปนางอัปสราถือดอกบัว และทวารบาลยืนกุมกระบอง ซึ่งนางอัปสราที่ปราสาทศีขรภูมินี้มีลักษณะคล้ายกับนางอัปสราที่ปราสาทนคร วัด ประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่พบที่ปราสาทศิลปะเขมรโบราณแห่งใดอีกเลยในประเทศไทย พบที่ปราสาทศีขรภูมิเพียงแห่งเดียวเท่านั้น



ทับหลังศิวนาฏราชที่สวยงามและสมบูรณ์ของปราสาทศีขรภูมิ


นางอัปสราสองตนบนแผ่นดินสยาม


ปราสาทองค์ที่สมบูรณ์ที่สุด


ทวารบาลและนางอัปสรา ยืนเคียงคู่กัน


พานักเรียนเที่ยวที่ศีขรภูมิ วิชาประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์


น้อยมากที่จะรูปตัวเองกับปราสาท…เพราะเป็นคนถือก้อง

ว่างๆ ก็มาเที่ยวกันนะครับ
ผมนำชมได้…โทรมา สิบห้านาทีเจอกันที่ปราสาทได้เลย
๕๕๕

ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ

9 responses to “ศีขรภูมิ…นางอัปสราสองตนบนแผ่นดินสยาม

  1. ปราสาทศีขรภูมิ เป็นปราสาทที่สวยที่สุดในสุรินทร์ จริงเหรอ…?
    คำถามนี้มีมานานแล้ว
    ถ้าผู้คนทั่วๆไป ที่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์เขมร วัฒนธรรมเขมร และอารยธรรมเขมร ก็คงใช่
    แต่ถ้าเป็นนักวิขาการที่ศึกษาเรื่องนี้ คงตอบว่า ไม่ใช่

    เพราะอะไรหรือครับ เอ่อลองนึกถึงภาพนี้ก่อนดีกว่าครับ

    สมมุติ ถ้าท่านมีพระพุทธรูป 2 องค์ องค์หนึ่ง สมมุติว่าเป็นสมัยลพบุรี เป็นของแท้จริงๆไม่ใช่ของปลอม แต่สภาพไม่สมบูรณ์ มีบิ่น มีผุบ้างตามธรรมชาติ

    อีกองค์หนึ่งก็เป็นสมัยลพบุรีเช่นกัน มีสภาพสมบูรณ์ในบางส่วน แต่ในส่วนที่สมบูรณ์นั้น ปรากฎว่า มีหลักฐานว่าถูกซ่อมแซมในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่นตามพระเกศ พระเมาฬี เป็นต้น
    เหมือนกับ หัวมงกุฤท้ายมังกร อะไรประมาณนั้น

    ในความรู้สึกของท่าน คิดว่าแบบไหนจะมีคุณค่าทางวิชาการด้านศิลป มากกว่า ทั้งๆที่ทั้งสองก็มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ เหมือนกัน

    คิดดูเองครับ ก็คงไม่ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับปราสาทที่สวยที่สุดในสุรินทร์ กระมังครับ

    สำหรับนางอัปสรา กับ ทวารบาล นั้น ที่ปราสาทตาเมือนธม ก็มี แต่ไม่สวยเท่า และก็ต่างยุคกันด้วย (ห่างกันเล็กน้อย)

    ลองอ่านความรู้คร่าวๆ ดูครับ…..

    ในสมัยบาปวน นั้น จะมีกษัตริย์ปกครองอยู่ 2 วงศ์

    วงศ์ที่1 จะตรงกับสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันท่ 2 (พ.ศ.1593-1609 = 16ปี) และ สมัยพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 3 (พ.ศ.1609-1623 = 14 ปี) ซึ่งเป็นพี่น้องกัน รวมวงศ์แรก มีระยะเวลาประมาณ 30 ปี

    วงศ์ที่2 จะตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (พ.ศ.1623-1650 = 27 ปี) และสมัยพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 (พ.ศ.1650 – 1656 = 6 ปี) ซึ่งเป็นพี่น้องกัน รวมวงศ์ที่ 2 มีระยะเวลาประมาณ 33 ปี

    จากการศึกษาการแต่งกายสมัยบาปวน จะมีลักษณะดังนี้
    สมัยวงศ์ที่ 1
    บรุษ – จะนุ่งโจงกระเบนสั้น จีบเป็นริ้ว มีผ้าชายพกต้นขาซ้าย ขอบเอวจะเว้าลงมามากลึกถึงหน้าท้อง ข้างหลัง ขอบจะสูงขึ้นถึงกลางหลัง ผมจะเกล้ารัดขึ้นไป ไม่มีกระบังหน้า ไม่มีตุ้มหู ไม่มีสร้อยคอ
    สตรี – จะนุ่งผ้าเป็นริ้ว มีชายหางปลายาวถึงชายผ้าถุง และมีเข็มขัด ไม่มีขอบผ้าห้อยลงมาที่หน้าท้อง ผมจะเกล้ารัดขึ้นไป ไม่มีกระบังหน้า ไม่มีตุ้มหู ไม่มีสร้อยคอ

    สมัยวงศ์ที่2
    บรุษ – จะนุ่งโจงกระเบนสั้น อาจไม่มีริ้ว หรือมีก็ได้ ขอบเอวไม่เว้าลงมามาก มีชายสมอเรืออันเดียวยาวถึงชายขากางเกง ไม่มีตุ้มหู ผมอาจเกล้ารัดขึนไป และบางครั้งอาจพบว่าเริ่มมีการสวมกระบังหน้าอยู่บ้าง
    สตรี – ฟ้านุ่งมีขอบผ้าย้อนห้อยออกมา มีชายหางปลายาวถึงชายผ้าถุง ไม่มีตุ้มหู ไม่มีสร้อยคอ มีทั้งเกล้าผม แลเริ่มใส่กระบังหน้ามีดอกไม้ตรงกลางดอกเดียว แต่บางครั้งจะสวมกระบังที่เป็นกระบอกอยู่ข้างบน

    แบบสมัยวงศ์ที่ 1 จะพบได้จากปราสาทบาปวนในเขมร
    แบบสมัยวงศ์ที่ 2 จะพบได้จากปราสาทพิมาย ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทตาเมือนทม ปราสาทวัดภู (ลาว) ปราสาทเจ้าสายเทวดา (เขมร) ปราสาทธรรมานันท์ (เขมร) ปราสาทเบงมีเลีย -บาวส่วน (เขมร) เป็นต้น

    สำหรับปราสาทศีขรภูมิ ถ้าเราดูจากการแต่งการของนางอัปสรา ก็จะเห็นว่า นุ่งผ้ามีชายผ้าขอบย้อนออกมาที่หน้าท้อง มีชายหางปลายาว แต่ที่สำคัญคือเริ่มมีสร้อยคอ มีตุ้มหู สวมกระบังหน้าซึ่งมีดอกไม้ดอกเดียวตรงกลาง

    ส่วนปราสาทนครวัด ที่ผมเคยไปเที่ยว นางอัปสราจะไม่มีขอบผ้าย้อนออกมา เริ่มมีพู่ห้อย ไม่มีชายหางปลายาว มีตุ้มหู มีสร้อยคอ สวมกระบังหน้าที่มีดอกไม้ 3 ดอก แต่บางนางก็มัดๆผมม้วนขึ้นไปเท่านั้น

    จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการการแต่งกาย ก็จะเป็นไปตามความนิยมของแต่ละสมัยของผู้ครองเมือง ปราสาทศีขรภูมิ อาจมีวิวัฒนาการมาก่อนที่จะสร้างปราสาทนครวัด ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นสมัยบาปวนตอนปลายก็ได้

    ครับผม

  2. คุณ ANGKOR ครับ…
    ขอบคุณที่ให้ความรู้อีกหลายเรื่องที่ผมไม่เคยรู้ และไม่เคยศึกษา
    ข้อมูลทางวิชาการแน่นปึ้กขนาดนี้…ไม่ทราบว่าท่านเป็นอาจารย์ในสถาบันใด หรือเป็นนักวิชาการที่ไหนหรือครับ ผมก็เรียนท่านแล้วว่าผมเองไม่ได้เรียนมาทางประวัติศาสตร์ แค่สนใจเท่านั้น ดังนั้น การมองของผมและอีกหลายๆ คนที่เขาเขียนเขาและผมก็คงเขียนในแง่การท่องเที่ยว และเขาก็อาจจะไม่ได้ลึกซึ้งขนาดคุณ ANGKOR น่ะครับ แต่อย่างไรก็ขอบคุณมากที่ช่วยแนะนำครับ

  3. อาจารยครับ

    ผมก็ไพสต์ไปตามที่ผมค้นคว้าน่ะครับ ไม่ได้มีอะไรมาก อาจจะเน้นการวินิจฉัยนิดหน่อยให้มันต่างไปจากผู้อื่นที่เคยลงไว้น่ะครับ เพียงแต่ผมก็มีความรักในปราสาทเหมือนอาจารย์ด้วยกัน เท่านั้น

    ครับผม

  4. มีผู้ใดเคยศึกษาว่า ปราทสาทศีขรภูมิสร้างโดยใครบ้างไหมครับ เท่าที่อ่านหนังสือหลายๆเล่ม ก็เขียนกันถึงแต่รูปทรงสัณฐานของตัวปราสาท หรือก็เขียนแต่ศิลปของตัวปราสาท กันมากมาย แต่ก็ไม่เคยเห็นมีผู้ใด เขียนเป็นเชิงสันนิษฐาน ว่าปราสาทนั้นสร้างโดยใคร บางคนว่าปราสาทเป็นศิลปะบาปวนตอนปลาย ถ้าเช่นนั้นจะอยู่ในช่วงกษัตริย์พระองค์ใด (มีตั้งหลายองค์) บางคนก็บอกว่าปราสาทเป็นศิลปะนครวัด ถ้าเช่นนั้นจะอยู่ในช่วงกษัตริย์พระองค์ใค (ก็มีตั้งหลายองค์เช่นกัน)
    อาจาร์ยอั๋นครับ ถ้าสนใจทางด้านนี้ลองศึกษาแล้วแตกประเด็นให้ผู้อื่นทราบมั่งก็ดีนะ

    ครับผม

  5. ขอบคุณที่มาให้ความรู้นะครับ ไม่คิดเล็กคิดน้อยอวดวิชาการ เพราะว่าอ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มก็เป็นพอ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s